Apr 25, 2009

เมื่อสิวในวัยผู้ใหญ่กลายเป็นเรื่องใหญ่




สิว

ไม่ใช่ปัญหาสำหรับเด็กวัยรุ่นเสมอไปค่ะ
บ่อยครั้ง
ที่สาวๆ ในวัยผู้ใหญ่วัยยี่สิบ สามสิบ หรือแม้กระทั่ง
สี่สิบ
ก็เจอได้เหมือนกัน และหากสาวใหญ่คนไหน
มีปัญหานี้ขึ้นมา นอกจากจะกลุ้มใจแล้ว
ยังจะต้อง
มาเจอกับเสียงล้อเลียนอีกว่ายังไม่พ้นวัยรุ่น แหม..

แบบนี้จะไม่ให้เรียกว่าเรื่องใหญ่ได้อย่างไร จริงไหม
คะ อย่ากระนั้นเลย
เรามาหาทางแก้กันดีกว่าค่ะ

วิธีการแก้ไขปัญหาสิววัยผู้ใหญ่

อย่างแรก
ต้องแน่ใจก่อนนะคะว่า คุณได้ดูแลผิว
พรรณของคุณอย่างเหมาะสมแล้ว
ไม่ว่าจะเป็น
การปรนนิบัติผิวหน้าอย่างอ่อนโยน
ทำความสะอาด
เครื่องสำอางจนหมดเกลี้ยงทุกครั้งก่อนนอน
ล้าง
หน้าด้วยผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม วันละ
2 ครั้ง ซึ่ง
ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม
ก็มักจะเป็นสบู่อ่อนๆ หรือ
ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าพวกเจล ครีม โลชั่น อ่อนๆ

เพราะการล้างหน้าที่รุนแรง จะเป็นการกระตุ้นให้
ผิวหน้าผลิตน้ำมัน
และยิ่งทำให้สถานการณ์เลว
ร้ายลงไปอีก


คุณสาวๆ อาจจะลองใช้ส่วนผสมที่หาได้จาก
ธรรมชาติเหล่านี้ก็ได้ค่ะ


ใช้น้ำมันของ
tea tree โดยใช้เพียง 1 หยด ผสม
กับน้ำอุ่น
¼ ถ้วย นำมาทาให้ทั่วใบหน้า นอกจาก
นั้น
คุณจะต้องจำไว้ว่า คุณต้องล้างเครื่องสำอาง
บนใบหน้าให้เกลี้ยง
และหากว่าคุณใช้โทรศัพท์
บ่อยมาก
ก็ให้เอาแอลกอฮอล์มาเช็ดโทรศัพท์
อย่างน้อยวันละครั้ง หลีกเลี่ยงการบีบ แกะ แคะสิว

ดื่มน้ำสะอาด รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
โดยเฉพาะอาหารที่ให้กากใย หรือไฟเบอร์


หากว่าคุณได้ปฏิบัติตามสิ่งที่แนะนำมาทั้งหมด
ขั้นต้นแล้ว อาการไม่ดีขึ้น
อาจจะต้องปรึกษา
แพทย์ผิวหนังเพื่อหาสาเหตุและหาวิธีการรักษาค่ะ


ความจริงเกี่ยวกับสิว


หลายคนที่คิดว่าสิวเกิดมาจากสุขอนามัยที่ไม่คอย
สะอาดของตัวเอง
ก็มักจะล้างหน้าบ่อยๆ และถูผิว
หน้าแรงๆ
นั่นจะยิ่งทำให้ผิวหน้าระคายเคืองและตาม
มาด้วยสิวอักเสบ
วิธีที่ดีที่สุดคือล้างหน้าวันละ 2 ครั้ง
ด้วยผลิตภัณฑ์ที่อ่อนละมุน ซับให้ผิวแห้ง
และรักษา
สิวโดยทางการแพทย์หลายคนก็คิดว่า สิวเกิดจาก
การรับประทานอาหารที่มันและหวาน
เช่น อาหารทอด
ช็อคโกแลต เป็นต้น
ความจริงอาหารเหล่านี้ไม่
ใช่สาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดสิว
ความเครียดจาก
ชีวิตประจำวันก็ไม่ใช่ปัจจัยสำคัญในการก่อให้เกิดสิว
เช่นกัน
ในทางตรงกันข้ามผู้ที่ใช้ยาลดความเครียด
ตัวยาที่ใช้อาจมีผลข้างเคียงที่ก่อให้เกิดสิวด้วยซ้ำ
ไปความจริงสิวจัดได้ว่าเป็นโรคทางเครื่องสำอาง

(Cosmetic Disease) ที่ไม่อันตราย แต่หากดูแลไม่
ถูกต้องอาจก่อให้เกิดแผลเป็นบนใบหน้าตลอดไป
ได้เช่นกัน


ต้นเหตุของสิวในวัยรุ่นเกิดจากสาเหตุหลัก คือ
ฮอร์โมนแอนโดรเจน
ในร่างกายกระตุ้นให้ต่อม
ไขมันใต้ผิวหนังขยายตัวและทำงานมากขึ้นโดย
มีการสร้างน้ำมันซีบุ้มหลั่งออกมาที่ผิวหนังมากขึ้น


ขณะเดียวกันฮอร์โมนดังกล่าวก็จะกระตุ้นให้เซลล์ผิว
หนังบริเวณรูขุมขนผลัดเซลล์ทิ้งเร็วขึ้น
ทำให้เซลล์เก่า
ที่หลุดลอกออกมารวมตัวกับน้ำมันซีบุ้มไปอุดตันรูขุมขน
นอกจากนี้
ยังมีแบคทีเรียที่อยู่ตามผิวหนังคือ พีแอคเน่
(
P.Acne) แทรกเข้าไปในรูขุมขน ซึ่งจะเพิ่มจำนวนได้
อย่างรวดเร็วในสภาวะดังกล่าว
ผู้ที่เป็นสิวจึงมักพบว่า
สิวจะเห่อขึ้นทั่วใบหน้าอย่างรวดเร็วในเวลาสั้นๆ
โดย
หลักการแพทย์ สิวทุกชนิดสามารถรักษาให้หายได้
ในระยะเวลาไม่นาน
และไม่ควรเกิดรอยแผลเป็นบน
ใบหน้า


คำแนะนำทั่วไปสำหรับดูแลผิวหน้าที่มีสิว

1. ห้ามบีบแกะหัวสิว เพราะจะทำให้เกิดอักเสบและทิ้ง
รอยแผลไว้ได้
ควรให้แพทย์ที่มีเครื่องมือพร้อมในการทำ

2. ล้างหน้าวันละ 2 ครั้ง ซับให้แห้ง ห้ามล้างหน้าและถู
ผิวหน้าแรงๆ
จะทำให้สิวรุนแรงจนอักเสบได้ และวิธีนี้
ไม่มีทางรักษาสิวให้หายได้

3. ใช้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางชนิดที่ปราศจากสารก่อสิว
ข้อนี้คงต้องหมั่นศึกษาจากเอกสารที่เผยแพร่ทั่วไป
หรือสอบถามข้อมูลจากนักวิชาการฯ
หรือ อย.

4. หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงทั้งหลาย เช่น เสื้อผ้าที่ไม่สะอาด
สระผมให้สะอาดอยู่เสมอ
สบู่ก้อนที่ใช้ร่วมกันในห้องน้ำ
อาจเป็นสื่อนำเชื้อแบคทีเรียมาสู่ผิวหน้าได้ง่ายที่สุด

ควรแยกใช้เป็นของส่วนตัวจะถูกสุขอนามัยกว่า

5. เมื่อเริ่มใช้ยารักษาสิว ควรให้โอกาสยาออกฤทธิ์
สักระยะหนึ่งไม่ควรเปลี่ยนยาหรือผลิตภัณฑ์เร็วเกิน
ไปก่อนเห็นผล
อาจสอบถามจากแพทย์หรือเภสัชกร
ผู้จ่ายยาว่าระยะเวลาที่เห็นผลนานแค่ไหน



Forward Mails

คนท้อไม่แท้ คนแท้ไม่ท้อ



คนท้อไม่แท้ คนแท้ไม่ท้อ


คำว่าพลิกวิกฤติให้เนโอกาสนั้นมีจริง
เพราะคนชนะ จะไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ
พอตกงาน เค้าก็จะไปทำอย่างอื่น
จนประสบความสำเร็จ และร่ำรวยขึ้นมาได้

แต่คนแพ้ จะคิดว่าการชนะเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้...
มีเด็กจบปริญญาตรีคนหนึ่ง
ไปมองหาลู่ทางขายของ
เมื่อเห็นว่ามีก๋วยเตี๋ยวขายเยอะแล้ว
ก็หันมาขายข้ามหมกไก่
ขายได้วันล่ะหมื่น แต่อยากเพิ่มเป็นวันล่ะแสน
ก็ขยายเป็น 10 สาขา
ทำให้เดือนหนึ่งมีรายได้มากถึง 3 ล้านบาท

ฉะนั้นแล้ว
อย่าเป็นคนด้านได้ อายอด ใจหด หมดกำลังใจ
เราต้องต่อสู้ แล้วทุกอย่างจะดีขึ้น


อย่าไปหมดหวัง ท้อแท้กำลังใจ
"คนท้อ ไม่แท้
คนแท้ ไม่ท้อ"


พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต
จากหนังสือธรมะยกกำลังสอง

ขอบคุณบทความจากธรรมะเดลิเวอรี่

6 วิธีง่ายๆ เพิ่ม IQ




1. ช็อกโกแลตช่วยได้


ดื่มช็อกโกแลตร้อนๆ แล้วคุณอาจรู้สึกกระปรี้กระเปร่า

ราวกับได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ลองเปลี่ยนจากกาแฟ

แก้วเดิมมาเป็นช็อกโกแลตหอมกรุ่น จะช่วยให้สมองมี

พลังวังชาขบคิดปัญหาเครียสๆ แบบผู้ใหญ่ได้ดีทีเดียว

นักวิจัยมหาวิทยาลัยนอตติงแฮมพบว่า สารฟลา-

โวนอยด์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระในช็อกโกแลต

ที่ช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงสมองใด้

นานถึง 3 ชั่วโมง นพ. เอียน แมคโดนัลด์ หัวหน้าทีม

วิจัย เปิดเผยว่าข้อดีของช็อกโกแลตคือ ช่วยฟื้นฟูการ

ทำงานของสมองในช่วงที่การรับรู้ของคนเราจะแย่ลง

เช่น ในขณะที่เหนื่อยล้าหรือนอนน้อย ยิ่งถ้าเป็นดาร์ค

ช็อกโกแลตก็จะยิ่งมีฟลาโวนอยด์เข้มข้นขึ้น ลองซด

ช็อกโกแลตอุ่นๆ สักแก้วก่อนเข้าประชุม 10 โมงเช้ารับ

รองว่าสมองคุณจะแล่นปรู๊ดปร๊าดเลยเชียวล่ะ


2. ดนตรีกล่อมสมอง


"ชนใดไม่มีดนตรีกาล ในสันดาลเป็นคนชอบกลนัก"

ก็ขนาดคนใช้สมองเยอะๆ อย่างอาจารย์มหาวิทยาลัย

หรือนักศึกษาปริญญาเอกยังนิยมฟังเพลงกันเลย ปัญญา

ชนเหล่านี้บอกว่าฟังเพลงคลาสสิกของบีโทเฟนแล้ว

ทำให้สมองผ่อนคลายได้ ทว่าผลการศึกษาครั้งใหม่

กลับพบว่า ไม่ว่าจะเป็นเพลงคลาสสิกอย่างโมสาร์ต

หรือเฮฟวีเมทัลกระแทกหูอย่างวงสอเตอร์ เฮดก็เพิ่ม

พลังให้สมองได้ทั้งนั้น สถาบัน วอทยาศาสตร์แห่ง

นิวยอร์กหรือ NYAS (New York Academy of

Sciences) พบว่า การฟังดนตรีสุดโปรดไม่ว่าจะ

เป็นแนวไหนก็ตาม ล้วนส่งผลเชิงบวกต่อการรับรู้

ขณะที่วารสาร Nature รายงาน ว่า ถ้าให้ผู้เข้าทดสอบ

ฟังเพลง 10 นาทีก่อนทำแบบทดสอบ พวกเขาจะทำ

คะแนนได้ดีขึ้น เห็นได้ชัดว่าดนครีมีส่วนอย่างมากต่อ

การเพิ่มระดับไอคิว ทีนี้คุณก็มีข้ออ้างในการควักกระเป๋า

ลงทุนกับเครื่องเสียงแจ่มๆ ที่ไพเราะเสนาะหูแล้วสิ


3. นั่งให้ปลอดโปร่ง


คุณเคยเป็นแบบนี้บ้างไหม ยิ่งนั่งจมปลักอยู่บนเก้าอี้

ทำงานนานๆ สมองยิ่งตีบตันคิดอะไรไม่ค่อยออกเคล็ด

ลับหนึ่งที่ช่วยให้สมองโปร่งโล่งสบาย คือการนั่งเก้าอี้

แสนสบาย ผลการศึกษาครั้งใหม่ระบุว่า เก้าอี้นั่งที่ไม่

ค่อยสบายอาจทำให้ความคิดของคุณโดนปิดกั้นไปด้วย

ผลการศึกษาที่มหาวิทยาลัยลันด์ในสวีเดนระบุว่า คน

ส่วนใหญ่ต้องเจอปัญหาเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียง

พอซึ่งเป็นผลจากการนั่งผิดท่า การ บีบอัดกระดูกสัน

หลังด้วยการนั่งหลังค่อมขณะใช้แป่นคีย์บอร์ดจะทำให้เส้น

เลือดที่ไปเลี้ยงสมองหดตัว ผลคือสมองคุณจะขาด

ออกซิเจน ดังนั้นการเลือกเก้าอี้ทำงานดีๆ สักตัวที่ช่วย

ให้คุณนั่งยืดหลังตรงได้ขณะทำงาน จึงสำคัญพอๆ กับ

งานบนหน้าจอของคุณเลยก็ว่าได้


4. พลังจากเนื้อ


ไม่ ว่าคุณจะเป็นมนุษย์ถ้ำหรือมนุษย์ทำงานจอมแกร่ง

กองทับต้องเดินด้วยท้องอยู่ วันยังค่ำ คุณย่อมไม่มีเรี่ยว

แรงพอนัใส่เกียร์ห้าหนีเสือป่าที่จ้องจะขย้ำคอหรือเคาะ

ตัวเลขในรายงานการขายให้สวยหรูได้แน่ถ้าท้องคุณร้อง

โครกครากดังเซ็งแซ่แบบ นี้ การหม่ำเบอร์เกอร์ดีๆ

เติมกระเพาะและพลังงานให้สมองย่อมช่วยได้

ซี โมน พาร์กินสัน นักโภชนาการ แนะนำว่า "เนื้อลูก

แกะอุดมไปด้วยธาตุเหล็กและวิตามินบี 12 ซึ่งดีต่อ

การฟื้นฟูสมองที่อ่อนล้าให้กลับมากระปรี้กระเปร่า

และถ้าได้แซมไข่แดงลงไปในเบอร์เกอร์ คุณจะได้

โคลีนไปเสริมสร้างการรับรู้ของสมอง ส่วนผักต่างๆ

จะช่วยป้องกัยการเกิดภาวะเครียสจากการที่ร่างกาย

มีสารอนุมูลอิสระมากเกินไป"


5. กินหนึ่งได้ถึงสอง


บางคนที่ไปยิมนอกจากจะเวิร์กเอาต์ให้ได้รูปร่างสม

ส่วน ยังอาจกินอาหารเสริมควบคู่กันไปเพื่อบำรุงกล้าม

เนื้อ สำหรับใครที่เลือกอาหารเสริมเป็นครีเอทีนขอ

บอกว่าคุณตาแหลมมาก เพราะผลการศึดษาครั้งใหม่

พบว่า ครี เอทีนไม่ใช่แค่ดีกับกล้ามเนื้อเพียงอย่าง

เดียว แต่ยังมีบทบาทสำคัญต่อสมองของคุณ

เพราะทั้งช่วยเสริมสร้างสมาธิและความสามารถ

ในการประมวลผลข้อมูลและตัวเลข ต่างๆ พญ.

แคโรไลน์ เร จากมหาวิทยาลัยซิดนีย์ บอกว่า "อาหาร

เสริมชนิดนี้เพิ่มพลังให้สมองสามารถรับมือกับงานด้าน

การคำนวณ ตลอดจนกระบวนการคิดต่างๆ ให้ดีขึ้น"

อาหารเสริมในรูปแคปซูลจะมีปริมาณครีเอทีนต่อ

หน่วยน้ำหนักมากกว่าแหล่งอื่นๆ ดังนั้นพกแคปซูล

ครีเอทีนติดตัวไปกินตอนเวิร์กเอาต์ช่วงเที่ยงก็เข้า

ท่าดี เพราะนอกจากจะทำให้สมองปราดเปรื่องแล้ว

ยังทำให้กล้ามคมโตสมใจอีกต่างหาก


6. หลับฟื้นความจำ


นี่คงเป็นข่าวดีสำหรับคนชอบนอน เพราะการนอน

หลับพักผ่อนให้เพียงพอทำให้คุณฉลาดขึ้น ผลการ

ศึกษาร่วมระหว่างคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัย

ฮาร์วาร์ด และมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย พบว่า

การ นอนหลับพักผ่อนช่วยกระตุ้นให้คุณดึงความ

ทรงจะในเรื่องที่พึ่งเรียนรู้ไปไม่ นานกลับคืนมาได้

แม้ว่าความทรงจำนั้นจะถูกแทนที่ด้วยข้อมูลใหม่ๆ

ไปแล้วหลายชั่วโมงก็ตาม นพ.เจฟฟรีย์ เอลเลนโบเกน

หัวหน้สทีมวิจัย บอกว่า "นี่แสดงให้เห็นว่า การนอนหลับ

พักผ่อนไม่เพียงช่วยปกป้องความจำแต่ยังมีบทบาท

สำคัญในการเก็บรวบ รวมความทรงจำเข้าด้วยกันอีกด้วย

ครับ" พูดง่ายๆ คือ ความทรงจำในสมองไม่แตกแถวนั่นเอง

นักวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดพบว่า หมอนก็

มีผลต่อการนอนเช่นกัน เพราะหมอนที่รองรับสรีระร่างกาย

ในขณะที่หลับได้ดี จะช่วยลดปัญหาการหายใจซึ่งเป็น

อุปสรรคต่อการหลับที่ต่อเนื่องยาวนาน ใครที่อยากนอน

หลับสนิทและตื่นขึ้นมารับวันใหม่ด้วยความสดชื่นสมอง

แจ่มใส เห็นทีต้องลองใช้หมอนเมโมรีโฟม (Memory

Foam) ซึ่งทำจากวัสดุเมโมรีโฟมที่ผ่านกระบวนย่อยเป็น

ปุยๆ ชิ้นเล็กๆ เสมือนเส้นใยไฟเบอร์ที่มีคุณสมบัติอ่อนนุ่ม

และแน่น

เรื่อง : David Morton

แปลและเรียบเรียง : Nonny

ขอขอบคุณ : Men's Health


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย:


Feb 21, 2009

วิธีลบรอยย่นที่คอ



รอยย่นที่คอ เกิดจากผิวที่แห้ง ขาดวิตามินและน้ำมาหล่อ
เลี้ยงผิวหนังที่คอ จึงเป็นสาเหตุทำให้เกิดรอยย่น ทำให้ดู
มีอายุ และไม่สดใส

วิธีลดรอยย่นที่คอ

1. ชโลมครีมให้ชุ่มชื่นทุกเช้า-ค่ำ

2. ออกกำลังกายด้วยการผงกศีรษะไปข้างหลัง อ้าปาก
กว้างแล้ว หุบสนิท ทำซ้ำ 10 ครั้ง

3. รับประทานผักผลไม้มาก ๆ

4. ดื่มน้ำ วันละ 8-10 แก้ว เป็นอย่างน้อย

เพียงเท่านี้ ปัญหารอยย่นที่คอก็จะหายไป ลองนำไป
ปฏิบัติตามกันดูได้.

ตรวจเต้านมด้วยตัวเองกันเถอะ!



ผู้หญิงที่อายุ 20 ปี ขึ้นไป สามารถตรวจได้ และเวลาที่
เหมาะสมคือ เดือนละ 1 ครั้ง หลังหมดประจำเดือน 7 วัน
ดังนี้

ขั้นที่ 1 ตรวจขณะอาบน้ำ

เพราะ เป็นระยะเวลาที่ผิวหนังเปียกและลื่น จึงทำให้การ
ตรวจง่ายขึ้น ทำโดยใช้ปลายนี้วมือวางราบบนเต้านม
คลำและเคลื่อนนิ้วมือ ในลักษณะคลึง เบาๆ ให้ทั่วทุก
ส่วนของเต้านม เพื่อค้นหาก้อนหรือ เนื้อที่แข็งเป็นไตผิด
ปกติ

ขั้นที่ 2 ตรวจหน้ากระจก ทำได้ 2 วิธี

ยืนตรงมือแนบลำตัว แล้วยกแขนขึ้นสูงเหนือศีรษะ
สังเกตลักษณะของเต้านมเพราะการเคลื่อนยกแขน
ขึ้นนั้น จะสามารถมองเห็นความผิดปกติ
ยกมือท้าวเอว เอามือกดสะโพกแรง ๆ เพื่อให้เกิด
การเกร็งและหดตัวของกล้ามเนื้ออก สังเกตดูลักษณะ
ที่ผิด

ขั้นที่ 3 ตรวจในท่านอน

นอน ราบและยกมือข้างหนึ่งไว้ใต้ศีรษะ แล้วใช้มืออีก
ข้างหนึ่ง ตรวจคลำให้ทั่วทุกส่วน ของเต้านม โดยเริ่ม
ต้นที่จุดบริเวณส่วนนอกเหนือสุดของเต้านม เวียนไป
โดยรอบเต้านม แล้วเคลื่อนมือเขยิบเข้ามาเป็นวงแคบ
เข้าจนถึง บริเวณหัวนม จากนั้น ค่อย ๆ บีบหัวนมโดย
ใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ เพื่อสังเกตดูว่ามี น้ำเลือดน้ำ
หนอง หรือน้ำใส ๆ อื่นใด ออกมาหรือไม่ เสร็จแล้ว
ตรวจเต้านมอีกข้างหนึ่ง ในลักษณะเดียวกัน

วิธีเหล่านี้ ทำได้ง่าย ๆ แต่ได้ผลดี ควรนำไปปฏิบัติและ
บอกต่อ เพื่อให้ผู้หญิงไทยห่างไกลจากโรคมะเร็ง.

วิธีขับรถประหยัดน้ำมัน

1. สิ่งแรกที่จะต้องคำนวณ คือ ระยะทาง เส้นทางการเดิน
ทางว่าจะต้องไปตาม ถนนเส้นใดในแต่ละช่วงเวลา ควร
หลีกเลี่ยงเส้นทางที่มีระยะทางสั้น แต่การจราจรติดขัด

2. เมื่อรู้เส้นทางแล้ว อันดับต่อมา คือ การขับขี่ ควรรักษา
ความเร็วรอบให้สม่ำเสมอ ที่ประมาณ 80-100 กม. / ชม.

3. คำนวณปริมาณน้ำมันและเติมให้อยู่ในอัตราที่เพียงพอ
ต่อการใช้งาน ไม่จำเป็นต้องเติมเต็มถัง ทั้งนี้ก็เพื่อช่วยลด
น้ำหนักของตัวรถ

4. ต้องรู้จักว่ารถยนต์ที่ใช้งานอยู่นั้น เหมาะกับน้ำมัน
ประเภทไหน สามารถใช้ค่าออกเทนเท่าไหร่ และไม่
จำเป็นต้องเลือกใช้ค่าออกเทนที่สูงเกินกว่าความต้องการ

5. ลมยางเติมให้อยู่ในปริมาตรที่กำหนดไม่ให้ยางอ่อน
หรือแข็งเกินไป และในการเติมน้ำมันนั้น ควรเติมในเวลา
เช้าหรือช่วงที่อากาศเย็น จะทำให้ได้น้ำมันมากขึ้นกว่า
เติมในช่วงที่อากาศร้อน เพราะตอนอากาศเย็นความหนา
แน่นของน้ำมันจะมาก

รู้อย่างนี้แล้ว ถ้าไม่อยากให้สิ้นเปลื้องจนเกินไป ก็นำวิธีที่
แนะนำไปปฏิบัติตามกันได้.

neobux

http://www.neobux.com/?r=Moolee

Per Click : $0.01
Ref : %100
Pay Out : $2
Pay : AlertPay/PayPal
Instant Payment

instantlyptc.com

https://instantlyptc.com/?r=moolee

Per click : $0.0125
Per referral click : $0.01
Per premium click : $0.0125
Premium referral click : $0.01
Payout : $2

Jan 5, 2009

ข้าวกล้องงอก

“ข้าวกล้องงอก”
เราเคยอ่านผลงานวิจัยของ ม.เกษตรศาสตร์ ร่วมกับประเทศญี่ปุ่น
ที่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ “ข้าวกล้องงอก” มาบ้างแล้ว ซึ่งเป็นพอจะ
สรุปคร่าว ๆ ได้ว่ามันเป็นวิธีการที่พยายามทำให้เกิดการงอกจาก
เมล็ดข้าวกล้อง โดยการนำเมล็ดข้าวกล้องไปแช่น้ำทิ้งไว้จนเกิด
การงอก ซึ่งส่วนที่งอกขึ้นมานี้เขาเรียกว่า “คัพภะ” สาเหตุที่ต้อง
ให้เกิดการงอกก่อนแล้วจึงนำมาหุงรับประทาน เนื่องจากทีมวิจัย
ได้ค้นพบว่าใน “คัพภะ” ของข้าวจะมีสาร GABA ซึ่งสารชนิดนี้มัน
คือ กรดแกมมา มิโนบิวริทิก (Aminobutyric acid, GABA)
จัดอยู่ในกลุ่มโปรตีนที่ช่วยบำรุงเซลล์ประสาท ทั้งยังทำให้สมอง
เกิดการผ่อนคลายและนอนหลับสบาย ซึ่งจริง ๆ แล้วถ้าเป็นข้าว
กล้องทั่วไปที่เราซื้อมารับประทานและมีจมูกข้าวเป็นส่วน
ประกอบ แม้ว่าจะยังไม่ผ่านกระบวนการทำให้งอก จะมีสารอาหาร
มากมายหลายชนิดอยู่เป็นต้นทุนเดิม เช่น ใยอาหาร กรดโฟติก
กรดเฟรูลิก วิตามินบี วิตามินอี และ GABA ซึ่งจะช่วยป้องกันโรค
ต่าง ๆ ได้ เช่น มะเร็ง เบาหวาน และช่วยในการควบคุมน้ำหนักตัว
แต่เมื่อนำมาทำให้มันเกิดการงอกก่อนที่จะรับประทานจะทำให้
ได้สารอาหารต่าง ๆ เหล่านี้มากขึ้น โดยเฉพาะ GABA จะได้มาก
กว่าข้าวกล้องตามปกติถึง 15 เท่า สามารถป้องกันการทำลายสมอง
ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคสูญเสียความทรงจำ (อัลไซเมอร์) ดังนั้นใน
ต่างประเทศได้นำสาร GABA มาใช้ในวงการแพทย์ เพื่อการรักษา
โรคเกี่ยวกับระบบประสาทต่างๆ เช่น โรควิตกกังวล โรคนอนไม่หลับ
โรคลมชัก นอกจากนี้การนำเมล็ดข้าวกล้องไปแช่น้ำเพื่อให้เกิด
การงอก ยังทำให้เมล็ดข้าวมีความอ่อนนุ่มมากขึ้น รับประทานได้
ง่ายขึ้น ในการหุงจึงไม่จำเป็นต้องผสมข้าวชนิดอื่นลงไปด้วย ถือ
เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับข้าวไทย โดยชูสาร GABA เป็นตัวหลักใน
การโปรโมทถึงผลงานวิจัยในครั้งนี้เลยค่ะ อ้างอิงข้อมูลที่ลิงค์นี้นะคะ
ลิงค์อ้างอิง : ประกอบข้อมูล..."คลิ๊กที่นี่"








ปัจจุบัน “ข้าวกล้องงอก” มีจำหน่ายที่สถาบันค้นคว้าและพัฒนา
ผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยแพ็คเก็จที่
จำน่ายเป็นถุง ปริมาณ 4.5 กรัม (เกือบครึ่งกิโลกรัม) ราคา 75.-
คำนวนแล้วจะตกอยู่ที่กิโลกรัมละ 167.- ซึ่งจะมีราคาจะแพงกว่า
ข้าวกล้องทั่วไปประมาณกว่า 3 เท่าตัว แต่กว่าเขาจะผลิตข้าวกล้อง
งอกพร้อมหุงรับประทานได้ ต้องผ่านหลายขึ้นตอน เริ่มตั้งแต่คัด
ข้าวกล้องพันธุ์ดีที่ให้สาร GABA มากที่สุด คือข้าวหอมมะลิ 105
และต้องเลือกข้าวกล้องที่ผ่านการกระเทาะเปลือกไม่เกิน 2
สัปดาห์ มาแช่น้ำให้เกิดกระบวนการงอก ต้องมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำ
เป็นระยะ ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการบูดเน่า เมื่อเกิดการงอกแล้ว
จึงใช้ความร้อนเพื่อให้หยุดการงอก จากนั้นมาทำให้แห้งเพื่อลด
ความชื้น แล้วนำมาแพ็คเป็นถุงออกจำหน่าย เพื่ออำนวยความ
สะดวกให้เรานำไปหุงรับประทานได้ทันที แต่ข้าวงอกที่จำมา
จำหน่ายนี้ จะมีส่วนงอกเป็นตุ่มไม่ยาวเหมือนตามภาพของเรา
ดังนั้นอาจมองเห็นส่วนงอกไม่ชัดเจน เข้าใจว่าการอบแห้งอาจ
ทำให้มักหักได้ เพราะค่อนข้างเล็กและเปราะบางค่ะ






“เพาะข้าวงอก”
เนื่องจาก “ข้าวกล้องงอก” ที่มีจำหน่ายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ได้หมดลงแล้ว ยังไม่ทราบว่าจะสามารถนำมาขายได้อีกเมื่อไหร่
ดังนั้นเราคิดว่าน่าจะลองมาเพาะข้าวกล้องทานเอง ลดต้นทุนได้มาก
และยังได้รับประทานข้าวกล้องงอกแบบสด ๆ อีกด้วย แน่นอนว่า
ของสดมันน่าจะดีกว่าของอบแห้ง เบรคนี้เราว่างจัด จึงชวนพี่น้องมา
เพาะข้าวกล้อง ซึ่งเป็นเรื่องที่กำลังอินเทรนในระดับประเทศ และ
กำลังจะอินเทรนเข้าสู่ระดับโลกในเร็ว ๆ นี้ ดังนั้นมาทำตัวให้อินเทรน
กันนะคะ โปรเจ็คนี้พระเอกของเราคือข้าวกล้อง นางเอกคือน้ำ และ
ตัวประกอบคือภาชนะ ส่วนผู้กำกับคือตัวของเรา ที่จะต้องทำหน้าที่
ควบคุมการงอกให้สำเร็จลุกล่วง เมล็ดข้าวต้องไม่บูดเน่าไปเสียก่อน
ที่อภิมาหาโปรเจคนี้จะสำเร็จ แต่เนื่องจากทางสถาบันวิจัยบอกว่า
ควรเป็นข้าวกล้องที่จะนำมาทำให้เกิดกระบวน การงอก ต้องเป็นข้าว
กล้องที่ผ่านการกระเทาะเปลือกไม่เกิน 2 สัปดาห์ ซึ่งตรงนี้ไม่ต้อง
ซีเรียสค่ะ เพราะยังไงเราก้อคงหาข้าวกล้องที่มีระยะเวลาในการ
กระเทาะเปลือกได้สั้นถึง ขนาดนั้นไม่ได้ หรือถ้าได้เราก้อไม่รู้หรอก
ว่ามันผ่านมาแค่ 2 สัปดาห์จริงหรือไม่ เอาเป็นว่าให้เลือกซื้อข้าว
กล้องที่มีการสะพัดซื้อขายมากหน่อย คือจะได้ข้าวที่ไม่เก่าค้าง
นานจนเกินไป เวลาซื้อข้าวกล้องเราจะซื้อครั้งละ 3 ชนิด โดย
เลือกชนิดละ 1 กิโลกรัม เอามาผสมกันทั้งหมด คืออยากได้อะไร
ก้อซื้อไปเรื่อยเปื่อย และพบว่าเมื่อซื้อข้าวกล้องมาได้สักระยะหนึ่ง
จะมีมอดขึ้น แสดงว่ามันไม่ผ่านสารรมควันมอด ซึ่งจุดนี้เราไม่
ทราบว่าสารรมควันมอดจะมีผลกับการงอกหรือไม่นะคะ ข้าว
กล้องที่เราซื้อมากินเป็นประจำมักจะประกอบไปด้วย ข้าวมันปู
ซ้อมมือ ข้าวโอ๊ดซ้อมมือ และข้าวกล้องหอมมะลินิลดำ ซึ่งข้าว
หอมมะลินิลดำจะมีราคาสูงสุด ราคาอยู่ที่กิโลละ 75 บาท ส่วน
อีกสองชนิดอยู่ที่ราคา 40-45 บาท ปกติเราจะหุงรวมกัน ไม่ผสม
ข้าวขาวเลย ดังนั้นเราจะเอาข้าวที่มีอยู่ทั้งหมดมาทำการเพาะดูว่า
ชนิดไหนจะเข้าวินใน การงอกได้ดีที่สุด และข้าวชนิดไหนจะถูก
โหวตออกเป็นลำดับแรกนะคะ








เรานำข้าวทั้ง 3 ชนิด ได้แก่ ข้าวกล้องหอมมะลินิลดำ ข้าว
มันปูซ้อมมือ และข้าวกล้องโอ๊ด มาใส่ชามอย่างละนิดใส่น้ำ
แล้วเททิ้ง จากนั้นใส่น้ำอีกครั้งให้ท่วมเมล็ดข้าว แช่ค้างคืนไว้
ในอุณหภูมิของห้อง มือใหม่หัดเพาะแบบเราพบว่าข้าวโอ๊ดมีการ
บูดเน่ามากที่สุด ส่วนข้าวหอมมะลินิลดำตามมาเป็นอันดับที่ 2
สำหรับข้าวมันปูซ้อมมือฉลุยค่ะพี่น้อง ไม่พบการบูดเน่าเลย
เราเอาไปเพาะที่ออฟฟิต ระหว่างวันเราจะเดินออกมาเปลี่ยน
น้ำบ่อย ๆ ยิ่งถ้าเห็นเริ่มมีฟองต้องรีบเปลี่ยนเลย ซึ่งครั้งแรก
ของการเพาะเรายังเปลี่ยนน้ำได้ไม่ดีนัก ในการเปลี่ยนน้ำแต่
ละครั้งจะเทน้ำเก่าทิ้งไป ใส่น้ำใหม่แล้วเขย่าเล็กน้อยเททิ้งอีก
รอบ ถ้าน้ำยังมีปัญหาก้อจะใส่น้ำแล้วเททิ้งอีก จากนั้นใส่น้ำ
ให้ท่วมเมล็ดข้าวตามเดิมแล้วแช่ทิ้งไว้ต่อไป วันที่สองพบการ
บูดเน่าของข้าวโอ๊ดรุนแรงมาก จึงต้องโหวตข้าวโอ๊ดทิ้งไปเป็น
ชนิดแรก คงเหลือข้าวหอมมะลินิลดำที่ดูเหมือนจะมีกลิ่นบูด
เล็กน้อย จึงต้องทำการเปลี่ยนน้ำบ่อยขึ้น ส่วนข้าวมันปูซ้อม
มือปกติดี เราจึงตัดสินใจเอาข้าวแช่น้ำทั้งสองชนิดกลับไปนอน
ค้างคืนที่บ้านด้วย กว่าจะเข้านอนก้อเปลี่ยนถ่ายน้ำอีกหลายรอบ
หลังจาก 2 คืนผ่านไปพบการงอกที่ข้าวมันปูซ้อมมือ สามารถ
มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าชัดเจน และไม่มีกลิ่นบูดเน่าเลย เมื่อ
ดมดูจะได้กลิ่นคล้ายถั่วงอกสด แสดงว่าน่าจะผ่านนะคะ ส่วน
ข้าวมะลิหอมนิลดำมีกลิ่นบูดเน่าเล็กน้อย แต่เรายังคงเพาะต่อ
ไปเป็นคืนที่สาม พบว่าข้าวหอมมะลินิลดำไม่เกิดการงอก ยัง
คงมีกลิ่นบูดอยู่ เราจึงต้องทำการโหวตออกเป็นลำดับที่สอง
ดังนั้นคงเหลือแต่ข้าวมันปูซ้อมมือที่เข้าวินชนะการงอกเพียง
ชนิดเดียวเท่า นั้น สรุปก้อคือเราประสบผลสำเร็จในการเพาะ
การงอกจากเมล็ดข้าวมันปูซ้อมมือ ภาวะการไม่งอกของข้าว
มะลินิลดำและข้าวโอ๊ดซ้อมมืออาจมาจากหลายสาเหตุ แต่เรา
ไม่ใช่นักวิชาการจึงไม่ขอสรุปนะคะ เข้าใจว่าถ้าเราสามารถควบ
คุมการเปลี่ยนน้ำได้ดีจะไม่เกิดการบูดเน่า แต่กว่าจะรู้หลักใน
การเปลี่ยนถ่ายน้ำเพื่อยับยั้งการบูดเน่าได้ดีและแม่นยำ คง
ต้องใช้ประสบการณ์ในการเพาะอีกหลายครั้ง จากภาพ เป็น
การแช่ที่นานมากกว่า 72 ชั่วโมง ซึ่งการแช่ให้งอกเพื่อ
รับประทาน ทางทีมวิจัยระบุเวลาในการแช่มากที่สุดคือ 72
ชั่วโมง คือแค่ให้เป็นตุ่มเล็ก ๆ แต่ชุดนี้เป็นการแช่เพื่อทดลอง
จึงแช่ต่อไปเรื่อย ๆ พบว่าส่วนที่งอกขึ้นมายังสามารถงอกได้
ต่อไปจนย๊าวยาวค่ะ











“หุงข้าวงอก”
เมื่อเราพบว่าข้าวมันปูซ้อมมือให้การงอกง่ายที่สุด เราก้อเริ่มเพาะ
อีกครั้งเพื่อนำมาหุงให้ได้รับประทานกันได้จริง ๆ เราทำเหมือนเดิม
ใช้ปริมาณข้าวตามที่ต้องการหุง เราแช่ข้าวไว้ตั้งแต่ก่อนนอนของ
คืนวันเสาร์ และให้แม่บ้านที่ออฟฟิตหุงให้ในตอนเที่ยงของวัน
อังคาร มีการเปลี่ยนถ่ายน้ำบ่อยครั้งกว่าเดิม ประมาณว่าเอาให้
ชัวร์ไว้ก่อน และจะใช้วิธีดมเป็นหลัก คือถ้าดมแล้วได้กลิ่นเหมือน
ถั่วงอกสดทำให้มั่นใจว่าน่าจะโอเค เราบอกแม่บ้านว่าตอนหุงให้
ใส่น้ำน้อยกว่าปกติ เพราะอันนี้มันผ่านการแช่มา ผลออกพอฟัด
พอเหวี่ยงค่ะ เอาเป็นว่าสุดท้ายมันก้อสุกพร้อมให้เราทดลองชิม
ผลการทดลองทานพบว่ารสชาดไม่เสียหายไปจากเดิม แต่ใช้
เวลาในการหุงสั้นลง หมายถึงหุงง่ายกว่าเดิม เมล็ดข้าวมีความ
นุ่มและเหนียวมากขึ้น และหวานกว่าเดิมนิดหน่อย ขณะที่สุกใหม่ ๆ
จะเห็นส่วนงอกของข้าวกล้องที่เป็นตุ่มเล็ก ๆ สีขาวชัดเจนพอ
สมควร แต่พอข้าวเย็นแล้วจะสังเกตุเห็นส่วนงอกยากมาก ภาพ
ข้าวกล้องงอกที่หุงสุกแล้วตามภาพที่สองนะคะ
ผล การแช่น้ำ
เพื่อให้เกิดการงอก 3 คืน จะมีลักษณะการงอกยาวไปบ้างแค่
บางเมล็ดเหมือนภาพทางซ้ายมือ แต่เมล็ดส่วนใหญ่จะมีการ
งอกเป็นตุ่มเล็ก ๆ ตามภาพทางขวามือ ซึ่งการงอกแค่ตุ่มเล็ก ๆ
เป็นความพอดีสำหรับคุณค่าทางโภชนาการ และเมล็ดที่หัก
ยังคงงอกได้ค่ะ
ถือเป็นเรื่องง่าย ๆ สะดวกสะบาย ไม่มีอะไร
ยุ่งยากเลย พี่น้องลองเพาะเมล็ดข้าวกล้องรับประทานกันดู
รับประกันว่าง่ายกว่าการปลูกต้นไม้แยะเลย แต่ถ้าใครต้อง
การสาร GABA แบบเข้มข้นก้อให้เลือกซื้อข้าวหอมมะลิ 105
มาทำการเพาะ เพราะทีมงานเขาวิจัยมาแล้วว่ามันให้สาร
GABA ได้มากที่สุดในบรรดาข้าวสายพันธุ์อื่น แต่สำหรับ
เราไม่จำเป็นขนาดนั้น เอาเป็นว่าข้าวสายพันธุ์อะไรก้อได้
เพียงแต่ขอให้เป็นข้าวกล้องที่ที่ผ่านการขัดน้อย ๆ และมัน
สามารถงอกได้ ถือว่าเพียงพอแล้วสำหรับเรา แต่สำหรับใน
รายที่ยังไม่สามารถทานเพียวข้าวกล้องได้ แม้ว่าจะผ่านการ
แช่จนเมล็ดนุ่ม 3-4 คืน เราเข้าใจว่าคงต้องหาข้าวขาวมาผสม
เพื่อให้ทานง่ายขึ้นอยู่ดีนะคะ

** ลักษณะการงอกของข้าวที่มีคุณค่าทางโภชนาการคือ
จะมีการงอกแค่ตุ่มเล็ก ๆ เท่านั้น ไม่ใช่งอกยาวเฟื้อยเหมือน
ภาพส่วนใหญ่ของเราที่ถ่ายแล้วนำมาลงไว้ในเบรคนี้ แต่ที่
นำยาว ๆ มาลง เพราะเราแช่เกินกว่าเวลาที่กำหนดมากเกิน
ไป ทำให้เรามองว่าถ่ายออกมาแล้วอาร์ตดี จึงนำมาประกอบ
ไว้ดูเล่น ซึ่งไฮไลท์ที่สำคัญคือแช่แล้วให้งอกแค่เป็นตุ่มเล็ก ๆ
เหมือนเมล็ดทางด้านขวามือของภาพล่างนี้เท่านั้นนะคะ








ความจริงมีข้าวกล้องมากมายที่ขายอยู่ในท้อง ตลาด สมัยก่อน
ชาวบ้านจะใช้วิธีตำด้วยมือเพื่อกระเทาะเปลือก จึงเรียกว่าข้าว
ซ้อมมือ สมัยใหม่ใช้เครื่องจักรทำ จึงเรียกว่าข้าวกล้อง ปัจจุบัน
ข้าวทุกชนิดจะผ่านขั้นตอนการขัดสีมาทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับว่าขัด
มากหรือขัดน้อย ถ้าขัดจนขาวใสจะกลายเป็นข้าวขาว ซึ่งเป็น
ข้าวพิมพ์นิยมสำหรับคนทั่วโลก แต่ถ้าขัดบ้างเล็กน้อยยังเห็น
เมล็ดข้าวเป็นสีน้ำตาลอยู่ หรือขัดมากขึ้นอีกนิดหนึ่ง แต่เมล็ด
ข้าวยังคงเป็นสีน้ำตาลอยู่ จะเรียกกลุ่มนี้ว่าข้าวกล้องทั้งหมด
ซึ่งมันก้อมาจากข้าวในพันธุ์กลุ่มเดียวกัน อยู่ที่ว่าจะมันเป็น
พันธุ์อะไรก้อเท่านั้นเอง เช่น ข้าวหอมมะลิ ก้ออาจมีทั้งข้าวขาว
และข้าวกล้อง ฯลฯ ยังมีข้าวอีกกลุ่มหนึ่งที่มีสีเข้ม เช่น ข้าวหอม
นิลดำ มีสีน้ำตาลมืดจนเกือบเป็นสีดำ หรือข้าวมันปู จะมีความ
มันและสีแดงเข้ม ข้าวกลุ่มนี้จะมีสีของเยื่อหุ้มเมล็ด (รำ) ที่มีสี
เข้มตามไปด้วย นอกจากนี้ยังมีข้าวบาเลย์ ข้าวโอ๊ด ฯลฯ ซึ่งข้าว
ทุกชนิดถ้าผ่านการขัดสีแต่เพียงน้อยที่เรียกว่าข้าวกล้องนี้ ถือ
มีประโยชน์ทั้งนั้น ใครชอบแบบไหนก้อเลือกมารับประทานได้
ตามสะดวก เพียงแค่ใช้ข้าวที่มีอยู่มาทำให้เกิดการงอก แค่นี้
จะได้สารเพิ่มขึ้นอีกมากมาย กำไรเพื่อสุขภาพล้วน ๆ โดยไม่
ต้องลงทุนเพิ่ม กรณีที่ซื้อข้าวกล้องมาแช่น้ำแล้วไม่เกิดการงอก
ก้อไม่ต้องซีเรียส เพราะยังสามารถนำมาหุงรับประทานในรูป
แบบไม่งอกได้ ขอให้เพื่อนที่อินเทรนกันทุกคน สนุกกับการเพาะ
ข้าวกล้องให้เกิดเป็น "ข้าวกล้องงอก” เพื่อสุขภาพที่อ่อนเยาว์กัน
ทุกคนนะคะ