Showing posts with label บทเรียน PHP. Show all posts
Showing posts with label บทเรียน PHP. Show all posts

Jun 17, 2008

บทที่ 37 Regular Expression

Regular Expression หรือเรียกย่อๆว่า Regex
หมายถึง รูปแบบของลำดับ หรือกลุ่มของสัญลักษณ์ ที่ใช้แทน
ลำดับ หรือกลุ่มของอักขระตามที่ต้องการ
เราใช้สัญลักษณ์ [ ] (square brackets)

เพื่อกำหนดขอบเขตของกลุ่มตัวอักขระหลายตัวที่ใช้เป็น
ตัวเลือก เช่น สมมุติว่า เราต้องการจะเขียนรูปแบบที่ใช้แทน
ตัวอักขระหนึ่งตัว อะไรก็ได้จาก {a,e,i,o,u} เราก็จะ
เขียนว่า [aeiou] โดยจะเรียงลำดับก่อนหลังอย่างไรก็ได้
เช่น [eioua] ให้ผลเหมือนกับ [aeoui] หรือ ถ้าเรา
ต้องการเขียน รูปแบบเพื่อใช้แทนตัวขระหนึ่งตัวที่เป็นตัวเลข
ตัวใดตัวหนึ่งจาก 0 ถึง 9 เราก็เขียนว่า [0123456789]
หรือจะเขียนแบบสั้นๆใหม่ได้เป็น [0-9] หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง
ถ้าเราต้องการจะเขียนนิพจน์แบบ regex ขึ้นมา เพื่อใช้แทน
อักขระตัวใดตัวหนึ่งที่เป็นได้ทั้งตัวพิมพ์ใหญ่หรือเล็กในภาษา
อังกฤษหรือตัวเลขระหว่าง 0 ถึง 9 เราก็เขียนว่า
[A-Za-z0-9]



ถ้าเรามีข้อความแล้วเราต้องการจะค้นหาอักขระหรือลำดับของอักขระ
(หรือ pattern) ในข้อความเรานั้น เราเรียกขั้นตอนในการค้นหา
ตามรูปแบบนี้ว่า pattern matching ในภาษา PHP จะมี
ฟังก์ชันที่เราใช้ในการค้นหาลำดับของตัวอักขระตามแบบที่ต้องการ
คือ ereg() และ eregi() และต่างกันตรงที่ว่า ฟังก์ชัน eregi()
จะเปรียบเทียบโดยไม่คำนึงถึงเรื่องตัวพิมพ์เล็กหรือใหญ่
ตัวอย่างเช่น สมมุติว่า เรามีข้อความอยู่ในอาร์เรย์เป็นข้อความที่มีแค่

ตัวอักขระตัวเดียว แล้วเราต้องการจะหาว่า ตัวไหนบ้างที่เป็นตัวเลข
0 ถึง 9 บ้างและตัวไหนบ้างที่เป็นตัวพิมพ์ภาษาอังกฤษ a, b,
หรือ c เราก็เขียนสคริปต์โดยใช้ฟังก์ชัน ereg() ได้ดังนี้


จาก ชมรมเว็บเพจไทย

บทที่ 31 การตรวจดู webbrowser ของผู้มาเยือนว่าเป็นตัวไหน

อีกตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นการใช้ตัวแปรแบบ
global ซึ่งเป็นตัวแปรที่ตัวแปลชุดคำสั่ง PHP
ได้สร้างขึ้น ทุกครั้งที่ทำงาน หนึ่งในตัวแปรนั้นคือ
$HTTP_USER_AGENT



จากตัวอย่าง เราสามารถใช้ตัวแปรดังกล่าวในการ
ตรวจดูว่า ผู้ใช้ได้ใช้ web browser ตัวไหน
เช่น ระหว่าง IE (Microsoft Explorer)
หรือ Mozilla (Netscape)


จาก ชมรมเว็บเพจไทย

บทที่ 29 การผ่านค่ากลับคืนมากกว่าหนึ่งจากฟังก์ชัน


โดยปรกติแล้วเราไม่สามารถผ่านค่ากลับคืนจากฟังก์ชันได้มากกว่าหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีวิธีการหนึ่งที่ช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวได้ วิธีนี้คือ เก็บค่าต่างๆที่ต้องการจะใช้เป็นค่ากลับคืนไว้ใน array แล้วใช้ array นั้นเป็นค่ากลับคืน และผู้เรียกใช้ฟังก์ชันสามารถใช้ฟังก์ชัน list() อ่านค่าเหล่านั้นได้ ตัวอย่างเช่น



จากตัวอย่าง ฟังก์ชัน foobar() จะให้ค่ากลับคืนเป็น array ประกอบด้วยสามสมาชิก ค่าที่ได้จากฟังก์ชันนี้ก็จะส่งไปยังฟังก์ชัน list() เพื่อให้เก็บแยกลงในตัวแปรตามชื่อที่กำหนดคือ $foo, $bar และ $num ตามลำดับ

จาก ชมรมเว็บเพจไทย

Jun 13, 2008

บทที่ 28 การตัวแปรแบบ static ภายในฟังก์ชัน


สมมุติว่า เราต้องการจะใช้ตัวแปรภายในฟังก์ชัน และสามารถเก็บค่าไว้ได้ตลอดเวลา โดยไม่สูญหายไปทุกครั้งที่มีการเรียกใช้ฟังก์ชัน ในกรณีนี้เราจะแจ้งใช้ตัวแปรให้เป็นแบบ static ตามตัวอย่างต่อไปนี้




ทุกครั้งที่มีการเรียกใช้ฟังก์ชันดังกล่าว ตัวแปรชื่อ $num_func_calls ซึ่งมีค่าเริ่มต้นเป็นศูนย์ในตอนแรก จะเพิ่มค่าที่เก็บขึ้นทีละหนึ่ง



จาก ชมรมเว็บเพจไทย

บทที่ 24 การสลับค่าของตัวแปรสองตัว swap()


ถ้าเราต้องการสลับค่าระหว่างสองตัวแปร เราก็เขียนฟังก์ชัน swap() ขึ้นมา





ตัวอย่างข้างบน ก็แสดงให้เห็นวิธีการใช้ call-by-reference อีกเช่นกัน
มีข้อสังเกตอยู่ว่า การใช้ call-by-reference ไม่จำเป็นต้องทำตอนนิยามฟังก์ชันเท่านั้น แต่อาจจะทำตอนผ่านตัวแปรเมื่อเรียกใช้งานจริง ตัวอย่างเช่น





จากตัวอย่างนี้ เราแก้ไขฟังก์ชัน swap() ทำให้ไม่สนับสนุน call-by-reference ดังนั้นเพื่อจะใช้งานได้อย่างถูกต้อง เราก็จะต้องใช้ reference ของตัวแปรเป็นอาร์กิวเมนต์ของฟังก์ชัน ในเวลาที่เรียกใช้ ซึ่งก็คือ swap(&$x,&$y) ถ้าเราไม่ทำอย่างนี้ เช่น เขียนว่า swap($x,$y) ก็จะไม่มีการสลับค่าของตัวแปรทั้งสอง เนื่องจากว่า เมื่ออยู่ภายในฟังก์ชัน swap() แล้ว เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงค่าของตัวแปรเหล่านั้นได้ คืออ่านได้ แต่ไม่สามารถกำหนดค่าใหม่ได้

จาก ชมรมเว็บเพจไทย

บทที่ 22 การนิยามและสร้างฟังก์ชันโดยผู้ใช้ (User-defined functions)

ถ้าเราต้องการสร้างฟังก์ชันขึ้นมาใช้งานเองก็ทำได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่เราต้องการจะ ใช้ชุดคำสั่งเหล่านั้นบ่อยครั้ง เราก็จัดเก็บเป็นฟังก์ชัน เพื่อให้เรียกใช้ได้สะดวก และยังช่วยให้การเขียนโปรแกรมง่ายขึ้นด้วย

การสร้างฟังก์ชันขึ้นใช้เองทำได้โดย ใช้โครงสร้าง

function function_name ($arg1, $arg2, .., $argN) {
....
}

และฟังก์ชันจะให้ค่ากลับคืนหรือไม่ก็ได้ ถ้าต้องการให้ค่ากลับคืนจากการทำงานของฟังก์ชัน ก็จะใช้คำสั่ง return นอกจากนั้น PHP ยังสนับสนุน default parameter ด้วย

ตัวอย่างเช่น การหาค่าสัมบรูณ์ของตัวเลข






การหาค่าดังกล่าวของตัวเลขใดๆ เราสามารถใช้ฟังก์ชัน abs() หรือเราเขียนขึ้นเองก็ได้ตามตัวอย่างข้างบน


จาก ชมรมเว็บเพจไทย

May 22, 2008

บทที่ 21 การใช้คำสั่ง each และ list สำหรับ associative array

ถ้าเราต้องการจะเข้าถึงข้อมูลแต่ละคู่ที่ถูกเก็บอยู่ใน associative
array เราอาจจะใช้วิธีเรียกผ่านฟังก์ชัน each() และ list() ตามตัว
อย่างต่อไปนี้





ฟังก์ชัน each() จะอ่านข้อมูลทีละคู่จากอาร์เรย์แบบเชื่อมโยง
มาแล้วส่งไปยังฟังก์ชัน list() ซึ่งจะทำหน้าที่แยกเก็บ ซึ่งในกรณี
ก็คือ เก็บไว้ในตัวแปร $key และ $value หลังจากนั้น เราก็สามารถ
นำค่าของตัวแปร ไปใช้งานตามที่ต้องการได้


จาก ชมรมเว็บเพจไทย

บทที่ 20 การใช้อาร์เรย์สองมิติ (2 Dimension Array)

ถ้าเราต้องการจะใช้อาร์เรย์แบบสองมิติ (หรือมากกว่า)
ก็ทำได้เช่นกัน คือชื่อตัวแปรแล้วตามด้วย [..][..] ตัวอย่างเช่น





สังเกตว่า สำหรับการใช้งานตัวแปรที่เป็นอาร์เรย์ เราไม่จำเป็น
ต้องแจ้งใช้ตัวแปรที่เป็นอาร์เรย์ พร้อมกำหนดขนาดก่อนการใช้งาน

---------------------------------------------------------

อาร์เรย์แบบเชื่อมโยงหรือ associative array

การเก็บข้อมูลในอาร์เรย์แบบนี้จะใช้กับข้อมูลที่จัดเก็บเป็นคู่ๆไป ซึ่งแตกต่างจากอาร์เรย์แบบแรกที่เราได้ทำความรู้จัก ตัวอย่างเช่น
ใช้ทำ
lookup table เช่น สมมุติว่า "red" ให้แทนค่า 0xff0000
"green"
ให้แทนค่า 0x00ff00 และ "blue" 0x0000ff โดยเก็บไว้
ในอาร์เรย์ชื่อ
$color_table ตามตัวอย่างต่อไปนี้




หรืออีกรูปแบบหนึ่งที่เขียนสร้างอาร์เรย์ดังกล่าวได้ โดยใช้คำสั่ง
array()




เราอาจจะสร้างอาร์เรย์เป็นสองมิติก็ได้ เช่น





จาก ชมรมเว็บเพจไทย

บทที่ 19 การใช้อาร์เรย์ (Array)

อาร์เรย์ในภาษา PHP นั้นจะแตกต่างจากอาร์เรย์ในภาษาซี
หรือจาวาตรงที่ว่า อาร์เรย์ในภาษา PHP มีขนาดที่เปลี่ยน
แปลงได้ หรือจะเรียกว่า dynamic array หรือ vector (สำหรับ
อาร์เรย์มิติเดียว) เริ่มต้นอาจจะแจ้งใช้ตัวแปรแบบอาร์เรย์
พร้อมเจาะจงขนาดเริ่มแรก เช่น มีขนาดเป็นศูนย์ก็ได้




แต่เมื่อใช้อาร์เรย์ไป ขนาดของมันจะปรับเปลี่ยนได้
คือขยายจำนวนข้อมูลที่เก็บอยู่ภายในอาร์เรย์
ตาม
จำนวนข้อมูลที่เราใส่เพิ่มเข้าไป จากตัวอย่างข้างบน
ในกรณีที่เรามิได้กำหนดเลขดัชนี
(index) ก็หมายความ
ว่า จะมีการขยายขนาดของอาร์เรย์เพิ่มขึ้นอีกหนึ่ง
โดยอัตโนมัติ
ทุกครั้งที่เราใส่ข้อมูลที่อยู่ทางขวา
และค่าที่เรากำหนดจากทางขวามือ
และจะเก็บไว้ใน
ที่ใหม่ของอาร์เรย์ เราไม่ต้องคำนึงถึงเรื่องการจอง

หรือ ปลดปล่อยหน่วยความจำของอาร์เรย์ เหมือน
อย่างในกรณีของอาร์เรย์
แบบไดนามิกในภาษาซี

นอกจากนั้นข้อมูลแต่ละตัวในอาร์เรย์ไม่จำเป็น ต้อง
เป็นข้อมูลชนิดเดียวกัน
เช่น อาจจะมีทั้งจำนวนเต็ม
เลขทศนิยม และข้อความ ปะปนกันไป ตัวอย่างเช่น




ถ้าเราต้องการจะทราบจำนวนของข้อมูลที่มีอยู่ในอาร์เรย์เรา
จะใช้คำสั่ง
count() เทคนิคหนึ่งที่ใช้ในการสร้างอาร์เรย์ที่เก็บหลายๆ
ข้อความหรือสตริงค์
คือ แทนที่เราจะกำหนดค่าของสมาชิก
ในอาร์เรย์ทีละตัวเราจะสร้างได้โดยอัตโนมัติ
โดยเก็บสตริงค์เหล่านั้น
ไว้ในสตริงค์เพียงอันเดียวโดยมีสัญลักษณ์
เป็นตัวแยก และก็แล้ว
ใช้ฟังก์ชันเป็นตัวแบ่งเพื่อสร้างอาร์เรย์อีกที
ตามตัวอย่าง




ลองดูอีกตัวอย่างหนึ่งที่ใช้ฟังก์ชัน explode() สร้างอาร์เรย์โดย
อัตโนมัตสำหรับใส่ไว้ใน FORM ในส่วนของ SELECT เป็นเมน
ูให้เลือก





จาก ชมรมเว็บเพจไทย

บทที่ 18 การคำนวณเลขคณิตในระดับบิต

การคำนวณแบบบิตที่ใช้ในภาษาซี ก็ใช้ได้กับภาษา
PHP ตามตารางข้างล่างนี้



จาก ชมรมเว็บเพจไทย

บทที่ 17 การเปรียบเทียบตัวเลขสำหรับสร้างเงื่อนไข



เราสามารถสร้างเงื่อนไขจากการเปรียบเทียบมาก
กว่าน้อย
กว่านี้ได้ซับซ้อนมากขึ้นโดยใช้ "และ" "
หรือ" "ไม่" มา
ประกอบ ตัวอย่างเช่น




การใช้ || และ && มีลักษณะการทำงานเหมือนในภาษาซี
อย่างกรณีของ ($x || $y) ถ้า $x เป็นจริงจะไม่มีการพิจารณา
$y และสำหรับ ($x && $y) ถ้า $x เป็นเท็จแล้วจะไม่มีการ
พิจารณา $y ต่อ



จาก ชมรมเว็บเพจไทย

บทที่ 16 การแบ่งสายงานโดยจำแนกตามเงื่อนไขแบบ switch-case

นอกเหนือจากการใช้ if-else ในการจำแนกกรณีตามเงื่อนไขแล้ว
เรายังสามารถใช้โครงสร้างแบบ switch-case ได้ ตัวอย่างเช่น




ถ้าตัวแปร $day มีค่าที่อยู่ระหว่าง 1 ถึง 7 ก็จะพิมพ์ชื่อวัน
เป็นภาษาอังกฤษ ถ้าตัวแปรมีค่านอกเหนือจากนั้น ซึ่งใน
กรณีจะเป็น default ในโครงสร้างแบบ switch-case ก็จะ
พิมพ์คำว่า error เพื่อให้ผู้ใช้ทราบโปรดสังเกตว่า ในแต่
ละกรณี จะต้องจบด้วยคำสั่ง break; ยกเว้นแต่ของ default
ซึ่งจะมีหรือไม่ก็ได้ ถ้าเราไม่ได้ใส่คำสั่ง break; เอาไว้
โปรแกรมก็จะกระทำคำสั่งทุกคำสั่งในกรณีที่อยู่ถัดมา

การจำแนกกรณีไม่จำเป็นต้องอาศัยเฉพาะตัวแปรที่เก็บค่า
จำนวนเต็มเท่านั้น ข้อมูลแบบอื่นก็ใช้ได้ เช่น ใช้ข้อความ
เป็นตัวจำแนกกรณี เช่น




โปรดสังเกตว่า การจำแนกโดยใช้ข้อความนี้ จะดูความแตก
ต่างระหว่างตัวพิมพ์เล็กหรือใหญ่ด้วย

ในบางครั้งเราอาจจะไม่จำเป็นต้องใส่ break; ก็ได้ ตัวอย่างเช่น




จาก ชมรมเว็บเพจไทย

บทที่ 15 การใช้ break และ continue ภายในลูป

คำสั่ง break และ continue ภายในลูปอย่างที่ใช้กันในภาษาซี
ก็นำมาใช้กับภาษา PHP ได้ ตัวอย่างเช่น




คำสั่ง continue บังคับให้ไปเริ่มต้นทำขั้นตอนในการวนลูป
ครั้งต่อไป ส่วน break นั้นส่งผลให้หยุดการทำงานของลูป



จาก ชมรมเว็บเพจไทย

บทที่ 14 การแบ่งสายงานโดยจำแนกตามเงื่อนไขแบบ if-else

ในบางครั้งมีความจำเป็นต้องจำแนกเงื่อนไขในการทำงาน

โดยแต่ละเงื่อนไขจะกำหนดกรณี เพื่อทำคำสั่งหรือกลุ่ม
ของคำสั่ง ซึ่งอาจจะแตกต่างจากคำสั่งในกรณีอื่น ในภาษา

PHP
จะใช้ โครงสร้าง if หรือ if-else ในการจำแนกกรณี
ตามเงื่อนไข




จากตัวอย่าง ถ้า $x มีค่าเป็นศูนย์ตามเงื่อนไข ก็จะทำ
คำสั่ง
echo $x," is zero
\n";
ถ้าเงื่อนไขแรกเป็น
เท็จ ก็จะเงื่อนไขที่สองว่า
$x มีค่ามากกว่าศูนย์หรือไม่
ถ้าใช้ ก็ทำคำสั่ง
echo $x," is positive
\n";
ถ้า
เงื่อนที่สองเป็นเท็จอีก ก็ให้ทำคำสั่งในกรณีสุดท้าย
คือ
$x จะต้องมีค่าเป็นลบ

ถ้าในแต่ละกรณีต้องมีการทำคำสั่งมากกว่าหนึ่ง คือ
เป็นกลุ่มคำสั่ง จะต้องใช้
{ } มากำหนดขอบเขต
(
scope) เช่น






ปรดสังเกตว่า { } ไม่ต้องมีเครื่องหมาย ; ต่อท้าย

ในภาษา PHP มีการกำหนด elseif (เงื่อนไข) ขึ้นมา
ใช้ ซึ่งไม่มีอะไรแตกต่างจาก
else if (เงื่อนไข)

โครงสร้างแบบ (เงื่อนไข) ? นิพจน์ : นิพจน์ แบบที่ใช้กัน
ในภาษาซีนั้น ก็ใช้ได้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น







จาก ชมรมเว็บเพจไทย

บทที่ 10 การกำหนดค่าของตัวแปรที่เป็นตัวเลขหรือสตริงค์โดยใช้ assignment operators

การกำหนดค่า (assignment ) หรือเปลี่ยนแปลงค่าให้แก่

ตัวแปร จะใช้โอเปอร์เรเตอร์ (assignment operators)
ได้ในหลายๆรูปแบบ เหมือนอย่างที่ใช้ในภาษาซี ตามตัว
อย่างต่อไปนี้






จากตัวอย่างข้างบน ในกรณีของการต่อสตริงค์ เราจะใช้
จุด (.) เป็นโอเปอร์เรเตอร์


จาก ชมรมเว็บเพจไทย

บทที่ 7 คำอธิบาย (หมายเหตุ) ในภาษา PHP

ถ้าเราต้องการเขียนคำอธิบายในส่วนใดๆก็ตามของสคริปต์ เราก็
จะสามารถทำได้โดยใช้ /* ... */ เหมือนในภาษาซี หรือ // เหมือน
ในภาษาจาวา หรือ # เหมือน shell script โปรดสังเกตว่า // ใช้เขียน
นำคำอธิบายในภายบรรทัดหนึ่งๆ เท่านั้น ส่วน # ใช้เริ่มต้นของบรรทัด
ที่เขียนคำอธิบาย






จาก ชมรมเว็บเพจไทย

May 21, 2008

บทที่ 5 การอ่านแบบข้อมูลของตัวแปรหรือค่าคงที่

ถ้าต้องการเช็คดูว่า ตัวแปรมีข้อมูลแบบใด เราสามารถใช้คำสั่ง
gettype() ได้ ค่าที่ได้จากฟังก์ชันก็จะเป็น "integer" "double"
หรือ "string" เป็นต้น






เราอาจจะไม่ใช้ gettype() ก็ได้ แต่เลือกใช้ฟังก์ชัน is_long()
สำหรับเช็คค่าที่เป็นเลขจำนวนเต็ม, is_string() สำหรับเช็คค่า
ที่เป็นสตริงค์, is_double() สำหรับค่าที่เป็นเลขทศนิยม,
is_array() สำหรับค่าที่เป็นอาร์เรย์ หรือ is_object() สำหรับค่า
ที่เป็นออปเจคจากคลาสแทน ซึ่งจะให้ค่าเท่ากับ true (1) ถ้าตัว
แปรมีแบบข้อมูล ตรงตามที่กำหนด






จาก ชมรมเว็บเพจไทย

บทที่ 3 การใช้ตัวแปรในภาษา PHP

สำหรับการเขียนโปรแกรมสำหรับภาษาคอมพิวเตอร์ระดับสูง สิ่งที่
จะขาดเสียมิได้คือ การกำหนดและใช้ตัวแปร (variable) ตัวแปรใน
ภาษา PHP จะเหมือนกับในภาษา Perl คือเริ่มต้นด้วยเครื่องหมาย
dollar ($) โดยเราไม่จำเป็นต้องกำหนดแบบของข้อมูล (data type)
อย่างเจาะจงเหมือนในภาษาซี เพราะว่า ตัวแปลภาษาจะจำแนกเอง
โดยอัตโนมัติว่า ตัวแปรดังกล่าว ใช้ข้อมูลแบบใด ในช่วงเวลานั้นๆ
เช่น ข้อความ จำนวนเต็ม จำนวนที่มีเลขจุดทศนิยมตรรก เป็นต้น
ตัวอย่างการใช้งาน เช่น





ถ้าเราต้องการจะแสดงค่าของตัวแปร ก็อาจจะใช้คำสั่ง echo ได้
ตัวอย่างเช่น






สัญลักษณ์ \n หมายถึงการขึ้นบรรทัดใหม่ เป็น escape character
ตัวหนึ่ง (สำหรับตัวอื่นๆ โปรดดูในตาราง) เมื่อพิมพ์ข้อความเป็น
เอาพุต และโปรดสังเกตว่า สำหรับการใช้งานภายในเอกสาร HTML
การขึ้นบรรทัดใหม่โดยใช้ \n จะแตกต่างจากการขึ้นบรรทัดโดยใช้

ใน HTML









ตัวแปรตัวหนึ่ง อาจจะมีข้อมูลหลายแบบในช่วงเวลาที่ต่างกัน
แต่การจะใช้งานบ้างครั้งจะต้องดูด้วยว่า เมื่อไหร่จะใช้เป็นตัว
เลขเท่านั้น และไม่ใช้กับข้อความเป็นต้น ตัวอย่างเช่น






ในกรณีนี้ เรากำหนดในตอนแรกว่า $x ให้เก็บค่า 10 ซึ่งเป็น
จำนวนเต็ม ถ้าเรานำมาบวกกับ 15.5 ผลที่ได้ก็จะเป็น 25.5
ซึ่งกลายเป็นเลขทศนิยม แล้วเก็บไว้ในตัวแปร $y ต่อมากำหนด
ให้ตัวแปร $x เก็บสตริงค์ที่เก็บข้อความ "abc" ถ้าเรานำมาบวกกับ
15.5 กรณีนี้ก็จะให้ผลที่ได้ไม่ถูกต้อง เนื่องจากไม่สามารถนำข้อ
ความมาบวกกับตัวเลขได้

แต่ PHP อนุญาตให้เราทำเช่นนั้นได้ในบางกรณี สมมุติว่า
สตริงค์มีเฉพาะตัวเลขและสามารถเปลี่ยนเป็น เลขจำนวนเต็ม
หรือจำนวนจริงได้โดยอัตโนมัติ เราก็นำสตริงค์ นี้มาบวกลบคูณ
หรือหารกับตัวแปรที่เก็บเป็นตัวเลขได้

ค่าคงที่สำหรับเลขจำนวนเต็ม อาจจะอยู่ในรูปของเลขฐานแปด
หรือสิบหกก็ได้ ถ้าเป็นเลขฐานแปดจะมีเลขศูนย์นำ ถ้าเป็นเลข
ฐานสิบหกจะมี 0x นำหน้า


จาก ชมรมเว็บเพจไทย